Spread the love

 5,335 total views,  16 views today

๑) ข้อมูลพื้นฐานมิติเชิงกายภาพ

วัดบ้านขะยูง เป็นวัดราษฎร์ ตั้งอยู่เลขที่๑๓๙ หมู่ ๑๐ ต.ห้วยตามอญ อ.ภูสิงห์  จ.ศรีสะเกษ  สังกัด มหานิกาย เริ่มสร้าง พ.ศ. ๒๔๘๐ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่     ๒๘ พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๕๖๐ เนื้อที่พระราชทานวิสุงคามสีมา กำหนดเขต กว้าง  ๑๒ เมตร ยาว  ๓๔  เมตร ข้อมูลพื้นฐานสำคัญ ประกอบด้วย

ด้านอาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับ บ้านโกแดง หมู่ ๔ ตำบลละลม อำเภอภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ

ทิศตะวันออก ติดกับ บ้านทำนบ หมู่ที่ ๒ ตำบลห้วยตามอญ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ

ทิศตะวันตก ติดกับ บ้านสะเดาน้อย หมู่ที่ ๙ ตำบลสะเดา อำเภอบัวเชด จ.สุรินทร์

ทิศใต้ ติดกับ บ้านห้วย หมู่ที่ ๑ ตำบลห้วยตามอญ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ

ด้านลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ

วัดบ้านขะยูง มีสภาพเป็นพื้นที่ราบลุ่ม อยู่กลางระหว่างหมู่บ้านขะยูงเก่าและหมู่    บ้านขะยูงใหม่ ติดกับถนนใหญ่เส้นทางผ่านไปช่องชะงำ ก่อนถึงวัดไพรพัฒนา ซึ่งเป็นที่ตั้งสรีระสังขารของหลวงปู่สรวงในปัจจุบัน มีสภาพอากาศ ๓ ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อนอากาศจะร้อนและมีความแห้งแล้งมาก ฤดูฝน จะมีฝนตกชุกในช่วงเดือน มิถุนายน ฤดูหนาว อากาศจะหนาวเหน็บในเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์

ด้านทุนทางวัฒนธรรมชุมชนบ้านขะยูง

ชาวบ้านขะยูงส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ มีประเพณีสำคัญของชุมชน หมายถึง ประเพณีทำบุญเลี้ยงปู่ตา ขึ้น ๓​ ค่ำ เดือน​ ๓ ประเพณีสงกรานต์ เข้าพรรษา ออกพรรษา แซนโฎนตา[1]        รำ    แม่มด (ผีฟ้า) กฐิน ลอยกระทง บุญข้าวจี่ บุญเผวด[2]บุญขึ้นปีใหม่ เป็นต้น

ด้านทุนภูมิปัญญาท้องถิ่น/ปราชญ์ชาวบ้าน

ได้แก่ เรื่องหมอรักษากระดูกพื้นบ้าน โดยนางสมิต ขุมเงิน และ นายหมัน ภาคพรม    เรื่องนวดแผนโบราณ โดยนางน้อย พรมนะรา เรื่องทำพานบายศรี โดยนางสงัด แก้วรักษา เรื่องร่างทรง โดยนางทรัพย์ โต๊ะทอง

๒) ข้อมูลพื้นฐานมิติเชิงจิตภาพ

ตำนานเรื่องเล่าประวัติหลวงปู่สรวงเทวดาเดินดินของชาววัดบ้านขะยูง

วัดบ้านขะยูง ได้ตั้งขึ้นมาพร้อมกับหมู่บ้านขะยูง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ซึ่งหมู่บ้านขะยูงในขณะนั้นขึ้นกับหมู่ที่ ๘ ตำบลโสน อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ และได้แยกการปกครองมาขึ้นกับหมู่ที่ ๖ ตำบลละลม ต่อมาได้แยกขึ้นกับบ้านทำนบ หมู่ที่ ๒ ตำบลห้วยตามอญ จนกระทั้งปี พ.ศ.๒๕๓๑ ได้แยกการปกครองเป็นของตนเอง และได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า บ้านขะยูง หมู่ที่ ๑๐ ตำบลห้วยตามอญ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เหตุผลของการตั้งชื่อหมู่บ้านว่า บ้านขะยูง เพราะ บ้านขะยูงเป็นพื้นที่ที่มีต้นพะยูงอยู่จำนวนมากในสมัยก่อน การเรียกชื่อหมู่บ้านพะยูงจึงเพี้ยนมาเป็นขะยูง อีกเหตุผลหนึ่งคือชาวบ้านนิยมนำต้นไม้มาเผาถ่าน คำว่า ถ่าน ภาษาเขมร เรียกว่า ขะซูง (กะยูง-ขะยูง) นั้นเอง

ผู้ใหญ่บ้านคนแรกของบ้านขะยูงชื่อว่า นายคูณ แก้วชัย และในปี พ.ศ.๒๕๕๐ ได้เลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ ผู้ได้รับเลือก คือ นายบรรจง จันทสุข ได้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านมาจนถึงปัจจุบัน

ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งหมู่บ้าน วัดบ้านขะยูงก็ได้เกิดขึ้นมา โดยมีพระสงฆ์ได้เดินธุดงค์ผ่านมาปลักกลด ชาวบ้านจึงได้อาราธนาท่านอยู่จำพรรษาและได้เริ่มสร้างวัด มีพระสา ปสุโต หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงตาสงค์ เป็นหัวหน้าที่พักสงฆ์ และมีหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน ซึ่งชาวบ้านขะยูงให้ความเคารพศรัทธาเลื่อมใส ท่านได้เดินทางมาพักอยู่กับหลวงตาสงค์เป็นประจำ ในส่วนการก่อตั้งวัดตามกฎหมายโดยมีผู้ใหญ่บ้านขะยูงพร้อมด้วยชาวบ้านได้ร่วมกันอุปถัมภ์บำรุงการสร้างและพัฒนาจนสามารถก่อตั้งเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมายและได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๕๖๐ เนื้อที่พระราชทานวิสุงคามสีมา กำหนดเขต กว้าง  ๑๒ เมตรยาว  ๓๔  เมตรคณะสงฆ์ได้เห็นสมควรแต่งตั้งพระครูไพโรจน์อินทสาร (นรินทร์ วิโรจโน) เป็นเจ้าอาวาส        วัดบ้านขะยูงเป็นรูปแรก และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลห้วยตึ๊กชู เขต ๒ และได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์มาจนถึงปัจจุบันการก่อสร้างและพัฒนาวัดบ้านขะยูงได้เจริญขึ้นอย่างต่อเนื่องในสมัยพระครูไพโรจน์อินทสาร ซึ่งท่านได้ยกหลวงปู่สรวงเป็นบุคคลสำคัญในฐานะปูชนียบุคคลผู้เป็นที่เคารพศรัทธาของชุมชนบ้านขะยูงท่านจึงได้กลายเป็นบุคคลประวัติศาสตร์ เป็นศูนย์รวมศรัทธาของประชาชนในชุมชนผู้วิจัยจึงขอยกเอาเรื่องราวประวัติของหลวงปู่สรวงมาเล่าไว้ในงานวิจัยเล่มนี้ เพื่อให้เห็นว่าหลวงปู่สรวงท่านเป็นที่เคารพศรัทธาต่อบุคคลทั้งหลายอย่างไร

หลวงปู่สรวงเป็นพระสงฆ์ผู้มีเชื้อชาติกัมพูชา เมื่อหลวงปู่สรวงเดินทางมาอยู่ในประเทศไทย พุทธศาสนิกชนในประเทศไทย ก็ต่างมีความเคารพศรัทธาต่อหลวงปู่สรวงและมีการแผ่ขยายศรัทธาต่อหลวงปู่สรวงกว้างขวางมากขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน เพราะท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีวิถีชีวิตอยู่อย่างสมถะ สันโดษ เรียบง่าย ชอบอยู่กับธรรมชาติในป่าพักอาศัยในกระท่อมเถียงนาที่ชาวบ้านสร้างไว้เฝ้านาและถวายให้ท่านจำวัด[3] เป็นหลังเล็กๆ มีไม้กระดานเพียงไม่กี่แผ่น[4]

ประวัติหลวงปู่สรวงจากเรื่องเล่าความจำของสานุศิษย์ทั้งหลาย มีอยู่หลายประเด็นที่น่าสนใจ เช่น เกี่ยวกับ ชื่อหลวงปู่สรวง นามว่า “หลวงปู่สรวง” เป็นนามที่รู้จักกันในปัจจุบัน ซึ่งสมัยหนึ่งก่อนที่คนไทยจะเรียกขานท่านว่า “หลวงปู่สรวง” นั้น ชาวบ้านในแถบสุรินทร์ ศรีสะเกษ ได้มีเรียกขานท่านว่า “ลูกเอาว์เบ๊าะ” หรือ ลูกตาเบ๊าะ” นอกจากนั้น ในคราวที่นายดาเดินเที่ยวไปตามป่าเขาลำเนาไพรกับหลวงปู่สรวงในฝั่งเขมรบางพื้นที่ ได้สังเกตว่าชาวเขมรรู้จักหลวงปู่สรวงในนามว่า “ลูกตาเมือน” (หลวงปู่ไก่) เพราะไปที่ไหนมักจะเห็นหลวงปู่อุ้มไก่อยู่ตลอดเวลา[5] ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องเล่าของนายเลียด ว่า ในคราวที่หลวงปู่สรวงได้ปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกในหมู่บ้านลุมพุก อ.ขุขันธ์  จ.ศรีสะเกษ  ในบุคลิกการนุ่งห่มแต่งกายด้วยผ้าขาว พร้อมกับอุ้มไก่เดินผ่านในหมู่บ้าน แต่ในคราวนั้น หลวงปู่สรวงได้บอกชื่อของตนเอง ให้แก่นายเลียด เสาศิลา ฟังด้วยว่า ตัวท่านเองชื่อว่า สรวง[6]

แนวทางการสอนของหลวงปู่สรวง เช่น หลวงปู่สรวงเอามือคนวนในบาตรเปล่าสอนเป็นปริศนาธรรม ณ ศาลาไม้วัดบ้านขะยูง แก่หลวงพ่อทองพูน อาริโย เจ้าอาวาสวัดป่าโคกชาติ[7]นอกจากนี้ ยังมีการสอนเชิงสื่อประดิษฐ์ปริศนาธรรม ซึ่งครูสาโรจน์ วงษ์ศรี ครูโรงเรียนบ้านกระดาน จังหวัดสุรินทร์ และเป็นศิษย์ติดตามรับใช้ใกล้ชิดของหลวงปู่สรวงคนหนึ่ง ได้ให้เล่าผู้วิจัยฟังไว้หลายเรื่อง เช่น ปริศนาธรรมที่จุดไฟ  ปริศนาธรรมว่าวหมุนรอบทิศ ปริศนาธรรมมัดโอ่ง ปริศนาธรรมเนียงไมตรี ปริศนาธรรมขึ้นว่าว ปริศนาธรรมบันได ๖ ขั้น ปริศนาธรรมมัดสุ่ม และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงปริศนาลายมือหลวงปู่สรวงด้วย[8] แม้หลวงปู่สรวงไม่ได้อธิบายความหมายไว้ แต่ปริศนาธรรมเหล่านั้น สามารถเทียบเคียงอุปมาอธิบายเพื่อสื่อความหมายของหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ซึ่งเป็นประโยชน์แก่การอธิบายชี้แจงเนื้อความ ให้เกิดความเข้าใจที่ง่ายขึ้นนั้นเอง

สมัยก่อนหลวงปู่สรวงมาพักวัดบ้านขะยูงเป็นประจำก่อนที่จะเดินทางไปไหนหลวงปู่ก็จะเข้ามาแวะวัดบ้านขะยูง โดยเฉพาะมาหาหลวงตาสงค์ ซึ่งท่านสนิทคุ้นเคยและอยู่ด้วยกันประจำที่วัดบ้านขะยูง ทำให้หลวงปู่สรวงไปไหนมาไหนก็จะแวะที่วัดบ้านขะยูง

ภาพ หลวงปู่สรวงและหลวงตาสงค์ ถ่าย ณ วัดบ้านขะยูง

ภาพ หลวงตาสงค์ เทวดาน้ำมนต์ทิพย์กับลูกศิษย์ที่มารดน้ำมนต์

ภาพ ร่องรอยลายมือหลวงปู่สรวง ณ ศาลาไม้วัดบ้านขะยูง (ก่อนบูรณะ)

 

ภาพ ภาพถ่ายหลวงปู่สรวงกับสานุศิษย์ ณ ศาลาไม้วัดบ้านขะยูง

นอกจากนั้นประวัติหลวงปู่สรวงยังเกี่ยวข้องกับพระครูไพโรจน์อินทสาร (นรินทร์ วิโรจโน) ซึ่งท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านขะยูงรูปแรก เป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่ที่คนในชุมชนได้ให้ความเคารพนับถือมากท่านเล่าเกี่ยวกับหลวงปู่สรวงว่า ท่านเองไม่ค่อยได้ไปหาหลวงปู่สรวงในช่วงเวลากลางวันเพราะคนเยอะ แต่หากมีญาติโยมเดินทางมาจากกรุงเทพต้องการไปหาหลวงปู่สรวง ก็จะบอกต่อกันว่า ถ้าอยากเจอหลวงปู่สรวงต้องไปหาหลวงพ่อนรินทร์ก่อน แล้วหลวงพ่อนรินทร์จะพาไปหาหลวงปู่สาย แล้วหลวงปู่สายจะพาไปหาหลวงปู่สรวง แล้วก็จะเจอเอง เหตุการณ์ที่ท่านพาญาติโยมไปพบหลวงปู่สรวงครั้งสุดท้าย คือ มีโยมมาจากรุงเทพมาหาท่าน บอกว่าอยากจะเจอหลวงปู่สรวง จากนั้นหลวงพ่อก็พาไปหาหลวงปู่สาย พอไปหาหลวงปู่สายท่านก็นับแบงค์ ๒๐ ไว้ ๒๐๐ บาท แล้วก็พาไปหาหลวงปู่สรวง ก็ขึ้นรถกันไป ๑ คันรถตู้ พอไปถึงหลวงปู่สรวงก็เรียกเอาเงิน พูดภาษาเขมรแปลไทยได้ว่า   “เอามาสองร้อยสองร้อย” หลวงปู่สรวงเรียกเอาทันที เหตุการณ์นี้ทำให้เชื่อว่าหลวงปู่สรวงรู้กาลล่วงหน้า ว่าหลวงปู่สายเตรียมเงินไปถวาย ๒๐๐ บาท พอหลวงปู่สายถวายหลวงปู่สรวง หลวงปู่สรวงก็เอาแจกโยมที่นั่งอยู่ แจกทุกคน มีโยมกรุงเทพถวายไก่ย่าง ๑ ไม้ ข้าวเหนียว ๒ ห่อ น้ำขาวละลิตร ๒ ขวด พร้อมกระยาสารถ หลวงปู่สรวงก็รับไว้  จากนั้นหลวงปู่สรวงก็หยิบกระยาสารถโยนไปข้างหนึ่ง โยนไก่ไปข้างหนึ่ง ส่วนน้ำหลวงปู่สรวงเปิดแล้วเทอาบตนเอง โดยที่ท่านไม่ฉันแต่อาบหมด           เป็นเหตุการณ์ที่หลวงพ่อพระครูไพโรจน์อินทสารท่านได้พบและสัมผัสต่อหลวงปู่สรวง พอหลวงพ่อพระครูไพโรจน์อินทสาร ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านขะยูง พ.ศ. ๒๕๕๐ ท่านได้เริ่มบูรณะศาลาไม้หลังเก่าที่หลวงปู่สรวงเคยอยู่ท่านได้ใช้ไม้ปะดามช่องทะลุศาลาที่เป็นรอยเผาไฟของหลวงปู่สรวง

นอกจากนั้น ท่านยังเล่าอีกว่า หลวงปู่นั่งที่ไหนก็จะก่อไฟผิงที่นั้น ถ้าเห็นว่าวขึ้นบนต้นไม้ที่ไหนหลวงปู่ก็จะอยู่ที่ตรงนั้น และหลวงปู่จะสั่งให้มัดโอ่งมังกรขึ้นไปด้วย เป็นเหตุให้ทุกคนรู้สึกสงสัยเป็นปริศนาธรรมว่า ท่านให้เอาโอ่งมังกรขึ้นไปทำไม เอาว่าวขึ้นไปทำไม ตอนนี้ว่าวกลายเป็นสัญลักษณ์ของหลวงปู่ไปแล้ว เรื่องต่างๆ ต้องไปถามยายมีบ้านละลมที่เปิดร้านขายของซึ่งหลวงปู่สรวงไปบ่อย ไปเมื่อไรท่านจะให้เงิน ๒ บาท ชื้อเชือกมัดหนึ่ง ที่ผ่านมาหลวงพ่อก็เคยได้แบงค์ ๑๐ แบงค์ ๒๐ ของหลวงปู่สรวงเหมือนกันเวลาท่านเดินทางเข้ามาประเทศไทยจากเขมร

ท่านจะชอบขึ้นมาทางสำโรงเกียรติ เดินจากสำโรงเกียรติขึ้นมา ขุนหาญ ขุขันธ์ ภูสิงห์ ท่านก็จะมาเดินอยู่แถวนี้ประจำสมัยก่อน แต่ก่อนนั้นก็จะมีหลวงตาแมน พอตาแมนตายก็มาถึงยุคหลวงปู่สรวง คนจะเรียกแต่หลวงตาเบ๊าะ หรือ ลูกตาเบ๊าะ[9]

ภาพ พระครูไพโรจน์อินทสารกับหุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่สรวง ณ ศาลาไม้วัดบ้านขะยูง

ถือได้ว่า หลวงพ่อพระครูไพโรจน์อินทสารท่านเป็นพระสงฆ์ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหลวงปู่สรวงอีกรูปหนึ่งและยังได้มาดูแลปกครองวัดที่หลวงปู่สรวงท่านเคยได้อยู่ประกอบกับท่านได้เชิดชูบูชาปฏิปทาของหลวงปู่สรวง ยกให้หลวงปู่สรวงเป็นปูชนียบุคคลที่สำคัญของวัดบ้านขะยูงอีกด้วย

จากเรื่องเล่าประวัติหลวงปู่สรวงข้างต้นต้น จึงเห็นได้ว่า หลวงปู่สรวงมีปฏิทาอันน่าเลื่อมใส เป็นที่เคารพศรัทธาของบุคคลทั้งหลาย ซึ่งชาวพุทธส่วนมากก็จะมีความนิยมศึกษาประวัติเกจิอาจารย์ผู้ทรงอภิญญาอย่างเช่นกรณีหลวงปู่สรวงนี้ และนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวเพื่อการกราบไหว้ขอพร เพราะเชื่อว่าท่านสามารถดลบันดาลความปรารถนาของตนให้สำเร็จได้ เมื่อวัดบ้านขะยูงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับหลวงปู่สรวงในคราวที่หลวงปู่สรวงมีชีวิตได้อยู่พักอาศัย ณ วัดบ้านขะยูง มีเรื่องราวประวัติและร่องรอยหลักฐานความเกี่ยวข้องสัมพันธ์หลากหลายประการที่น่าสนใจ ก่อเกิดทรัพยากรท่องเที่ยวด้านจิตใจที่สำคัญ ได้แก่

๑)  ศาลาไม้หลวงปู่สรวง

ภาพ ศาลาไม้หลวงปู่สรวง (ก่อนบูรณะ)

 

๒) หลวงพ่อพุทธประทานพรหลวงปู่สรวงจารอักขระ

ภาพ หลวงพ่อพุทธประทานพรหลวงปู่สรวงจารอักขระ

 

๓) หุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่สรวง

ภาพ หุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่สรวง

 

ส่วนหนึ่งในงานวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการการท่องเที่ยววิถีสันติภาพอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษา วัดบ้านขะยูง ตำบลห้วยตามอญ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ

DEVELOPMENT ON MODEL OF TOURISM MANAGEMENT IN SUSTAINABLE AND PEACEFUL WAY: A CASE STUDY OF WAT BAAN KHAYUNG, HUAYTAMON SUB – DISTRICT, PHUSING DISTRICT,  SISAKET PROVINCE

รวบรวมและเรียบเรียงโดย

พระปลัดอดิศักดิ์ วชิรญฺโญ, ดร.

 

อ้างอิง

[1]แซนโฎนตา เป็นภาษาเขมร คำว่า “แซน” แปลว่า “เซ่น” คือ การเซ่นไหว้ ส่วนคำว่า “โฎนตา” แปลว่า ยายตา ผู้เป็นบรรพบุรุษ เป็นญาติโกโหติกา เพราะฉะนั้น แซนโฎนตา จึงเป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้กับผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยเฉพาะบรรพบุรุษหรือญาติที่ใกล้ชิด https://lifestyle.campus-star.com/knowledge/138684.html (๘ มกราคม ๒๕๖๓)

[2]บุญเผวด คือ บุญพระเวส ได้แก่ ประเพณีทำบุญฟังเทศน์มหาชาติ นิยมทำบุญกันในเดือน ๔ หรือเดือนมีนาคม https://www.m-culture.go.th/roiet/ewt_news.php?nid=1111&filename=index (๘ มกรคม ๒๕๖๓)

[3]มูลนิธิพุทธอุทยานสัมพุทโธ (หลวงปู่สรวงให้ปลูกป่า), หลวงปู่สรวง โพธิสัตว์ (เทวดาเดินดิน),  (นนทบุรี: บริษัท ปัญญฉัตร์ บุ๊คส์ บายดิ้ง จำกัด), หน้า ๗.

[4]สุธน ศรีหิรัญ, หลวงปู่สรวง เทวดาเล่นดิน ประวัติ อภินิหาร และวัตถุมงคล, (กรุงเทพมหานคร:  บริษัทบางกอกสาส์น พริ้นติ้ง จำกัด, ๒๕๕๖), หน้า ๗.

[5]สุธน ศรีหิรัญ, ประวัติ อภินิหาริย์ และวัตถุมงคล หลวงปู่สรวง เทวดาเล่นดิน, หน้า ๙๓.

[6]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๘.

[7]ทิพยจักร, หลวงปู่สรวง อริยเหนือโลก, (กรีน ปัญญาญาณ: นนทบุรี, ๒๕๕๖), หน้า ๓๕-๓๗.

[8]พระอดิศักดิ์ วชิรปญฺโญ, “สันตินวัตกรรม: สื่อประดิษฐ์ปริศนาธรรมหลวงปู่สรวงเพื่อเสริมสร้างสังคมสันติสุข”, วารสารรัชภาคย์, ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๒๗ (กันยายน – ธันวาคม ๒๕๖๑): ๒๕๖-๒๖๗.

[9]สัมภาษณ์ พระครูไพโรจน์อินทสาร, เจ้าอาวาสวัดบ้านขะยูง, ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒.